สมาคมวัฒนธรรมทางเพศฮ่องกง /
The below article is translated from a Chinese article : 「LGBT權益的增加有多大程度改善了他們的精神健康?結果令人震驚」

30 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าไม่มีใครเห็นแย้งเกี่ยวกับการรักร่วมเพศจากในยุคก่อนสหัสวรรษนั้น การรักร่วมเพศยังต้องห้ามในสังคมสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นละครหรือรายการวาไรตี้ต่างๆ มีการผลักดันการรักร่วมเพศมากขึ้น เรื่องนี้คิดไม่ถึงจากเมื่อ 20 ปีที่แล้ว
การเปลี่ยนแปลงนี้จุดเริ่มต้นเกิดจากการแสวงหาความเท่าเทียมกันและการดูแลเอาใจใส่ชนกลุ่มน้อยการดูแลเอาใจใส่ชนกลุ่มน้อย หลายคนก็ทราบดีว่ารักร่วมเพศโดยไม่คำนึงถึงเพศก็เผชิญปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรงกว่าผู้ที่เป็นกลุ่มรักต่างเพศ รวมถึงการใช้ยาสารเสพติด ความวิตกกังวล ความผิดปกติทางอารมณ์ การทำร้ายตัวเอง, การกินผิดปกติ และแนวโน้มการฆ่าตัวตายเป็นต้น
และกลุ่มสนับสนุน LGBT จะอ้างว่าปัญหาเหล่านี้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นการเลือกปฏิบัติภายนอก (รวมถึงกระบิลที่การสนับสนุนและอำนาจครอบงำของเพศตรงข้าม) เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมของกลุ่มคนรักเพศเดียวกันได้ให้ไปในทางที่ดีขึ้น หลายประเทศได้ลงทุนทรัพยากรสวัสดิการจำนวนมาก บางประเทศยังได้ปรับปรุงระบบและกระทั่งใช้กฎหมายเข้มงวดในการเลือกปฏิบัติเพื่อจำกัดเสรีภาพ ศาสนา และ การแสดงความคิดเห็นในระดับหนึ่ง
แต่ถ้าพวกเราใส่ใจสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของกลุ่มรักร่วมเพศอย่างแท้จริง เราค้นหาวิธีแก้พิษที่ถูกต้อง หยุดแล้วถามว่า ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสถาบันทำให้ความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้นมากขนาดไหน
ภาวะสุขภาพของ LGBT และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
ในอดีต คนส่วนใหญ่จะถือว่าสุขภาพจิตไม่ดีของชนกลุ่มน้อยทางเพศเกิดจากการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม นักวิจารณ์เชื่อว่ากลุ่มเล็กรักร่วมเพศเผชิญกับการกลั่นแกล้งหรือถูกทำร้ายมากกว่าแน่นอน จึงทำให้เด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะมีภาวะวิตกกังวลมากกว่าเด็กคนอื่นๆ ในแง่นี้ การเลือกปฏิบัติเป็นความเหลื่อมล้ำสุขภาพจิแตกต่าง ในด้านคำอธิบายนี้เรียกว่า ‘ทฤษฎีความเครียดจากกลุ่มน้อย’ ตามทฤษฎีนี้ ยิ่งสังคมยอมรับกลุ่มรักร่วมเพศมากขึ้น ก็จะทำให้ความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพจิตน้อยลงตามไปด้วย
สถานการณ์จริงเป็นอย่างไร
เนเธอร์แลนด์ได้มีกฎหมายการแต่งงานระหว่างรักเพศเดียวกันในปี 2001 ซึ่งเป็นประเทศแรกในโลกที่เปลี่ยนแปลงระบบการแต่งงาน ความเป็นมิตรกับคนที่รักร่วมเพศติดอันดับดีที่สุดในโลก ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงระบบการแต่งงาน (ระหว่างปี 1996-2001) นักวิจัยท้องถิ่นได้รวบรวมข้อมูลด้านสุขภาพของกลุ่มน้อยรักร่วมเพศกลุ่มชาติพันธุ์ท้องถิ่น ซึ่งได้ยืนยันอีกครั้งว่าความเจ็บป่วยทางจิตพบได้บ่อยในกลุ่มรักร่วมเพศ และบ่งชัดว่าเปรียบเทียบกับผู้ที่รักต่างเพศมีโอกาสป่วยสองชนิดหรือมากกว่าตลอดชีวิต(ความเสี่ยงสัมพันธ์ของการเป็นชายรักร่วมเพศคือ 2.70; ความเสี่ยงสัมพันธ์ของการเป็นหญิงรักร่วมเพศคือ 2.09) [1]
ทีมเดียวกันได้รวบรวมข้อมูลอีกครั้งในปี 2007 ถึง 2009 และทำการวิเคราะห์เช่นเดียวกัน จนสุดท้ายได้เผยแพร่ในปี 2014 [2] แต่น่าเสียดายคือการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ตามกาลเวลาและการเปลี่ยนแปลงของสังคม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในความแตกต่างด้านสุขภาพระหว่างผู้ที่รักร่วมเพศและกลุ่มรักต่างเพศอย่างชัดเจน ‘แง่รสนิยมทางเพศยังคงเป็นปัจจัยวิกฤตสำหรับโรคทางจิตใจ’ เรียกกันทั่วไปว่าส่วนการอภิปราย นักวิจัยยังเปิดกว้างรับเหตุผลอื่น ๆ นอกเหนือจากการเลือกปฏิบัติ โดยบ่งชัดว่าสภาพแวดล้อมครอบครัวที่มีความเสี่ยงและประสบการณ์การถูกล่วงละเมิดทางเพศยังเป็นตัวทำนายรสนิยมทางเพศและโรคทางจิตอีกด้วย เงื่อนไขเหล่านี้การเชื่อมต่อทุกประเภทด้วย อย่างไรก็ตาม การคาดเดาเกี่ยวกับสถานการณ์ของกลุ่มรักร่วมเพศไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นเพียงผิวเผินเท่านั้น และอันดับการถูกเลือกปฏิบัติก็ไม่ได้ลดลงเลยจริงๆ หรืออาจเป็นไปได้ว่ารอยแผลจากการถูกเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มรักร่วมเพศในอดีตต้องใช้เวลานานกว่าจะผ่านไป หากเป็นอย่างหลัง ก็ควรเห็นการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มรักร่วมเพศรุ่น แต่น่าเสียดายขณะนั้นที่จำนวนตัวอย่างที่เก็บได้ไม่เพียงพอ แม้การศึกษาในด้านนี้จะเพิ่มขึ้นในอีกหลายปีข้างหน้า
ในปี 2021 วิทยาลัยวิลเลียมส์ (Williams Institute) ซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่มรักร่วมเพศได้ตีพิมพ์รายงาน”ความแตกต่างระหว่างวัย” เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มรักร่วมเพศสามรุ่นที่เกิดระหว่างปี 1956 ถึง 1963 และระหว่างปี 1974 ถึง 1981 และยังระหว่างปี 1990 ถึง 1997 ผลลัพธ์ที่ได้ก็เกินความคาดหมายทุกท่าน [3] วัยรุ่นรักร่วมเพศ 30.4% พยายามฆ่าตัวตายอย่างน้อยหนึ่งครั้ง เทียบกับรุ่นเก่าและรุ่นกลางเพียง 21% และ 24.29%
กระทง
แง่ที่ความทุกข์ทางจิตใจ คนรุ่นใหม่มีคะแนนสูงมากที่ 10.176 เทียบกับ 7.669สำหรับวัยกลางคนและ 5.364 สำหรับผู้สูงอายุ จะเห็นได้ชัดว่าความก้าวหน้าทางสถาบันและกฎหมาย ไม่เพียงล้มเหลวในการปรับปรุงสภาพจิตใจของคนรักร่วมเพศได้เท่านั้น แต่ยังทำให้อาการแย่ลงอีกด้วย
แล้วเป็นไปได้ไหมว่าคนรุ่นใหม่จะถูกเลือกปฏิบัติมากขึ้น ตรงข้ามกับความจริง ตัวเลขแสดงให้เห็นว่าพวกเขาประสบกับความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบน้อยลงอย่างมาก แล้วจากการตรวจสอบข้อมูล นักวิจัยสรุปว่า “ตรงกันข้ามกับสมมติฐานแทบไม่มีหลักฐานใดๆ แสดงให้เห็นว่าความก้าวหน้าทางสังคมและกฎหมายในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาสามารถลดการเผชิญกับความเครียดและผลกระทบด้านสุขภาพจิตที่ไม่พึงประสงค์ในกลุ่มชนกลุ่มน้อยทางเพศได้
ความผิดพลาดอยู่ที่ไหน และทางที่ถูกต้องอยู่ที่ไหน
จนถึงขณะนี้ อาจกล่าวได้ว่าทฤษฎีความเครียดจากกลุ่มน้อยนั้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นเท็จและความก้าวหน้าทางสังคมในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาอาจกล่าวได้ว่าเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
ความเห็นที่ว่า “การเหยียดหยาม” และปัญหาสุขภาพของคนรักร่วมเพศนั้น มีแต่ความสัมพันธ์เท่านั้นมากกว่า ไม่ใช่เหตุปัจจัย
ในเรื่องของความรักร่วมเพศและอัตลักษณ์ทางเพศยังมีสิ่งอื่นๆอะไรที่ซ่อนอยู่ให้พวกเราค้นพบ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม คนหนุ่มจึงมีรสนิยมทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศที่หลากหลายมากขึ้น
นักวิจัยเริ่มสนใจปรากฏการณ์นี้มากขึ้น หวังที่จะค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงทางเพศและสุขภาพจิต
ตามมุมมองทางจิตวิทยาแบบกระแสหลัก การมีตัวตนที่มั่นคงและสอดคล้องกันเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับสุขภาพจิต [4] งานวิจัยหลายชิ้นได้ยืนยันความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างทั้งสองด้าน [5]อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดกลับพบว่า ‘การเปลี่ยนแปลง’ ได้เป็นสาเหตุหลักของปัญหาสุขภาพจิตเสมอไป งานวิจัยที่ดำเนินการในออสเตรเลียในปี 2022 พบว่าปัญหาสุขภาพจิตของหญิงสาวจะแย่ลงเมื่อพวกเธอเปลี่ยนไปเป็นรักร่วมเพศ ยิ่งระบุว่าตนเองเป็นรักร่วมเพศมากเท่าไร และปัญหาของพวกเธอก็จะยิ่งชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น
[6] ในทางกลับกัน ผู้หญิงที่เปลี่ยนจากการรักร่วมเพศมาเป็นรักต่างเพศ
จะมีปัญหาสุขภาพทางจิตที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด คล้ายคลึงกันในงานวิจัยขนาดใหญ่อื่นๆ [7] นักวิจัยเหล่านี้ยังคาดเดาว่าความแตกต่างในทิศทางของการเปลี่ยนแปลงอาจเนื่องมาจาก “แรงกดดันจากกลุ่มคนส่วนน้อย” ซึ่งก็คือการเลือกปฏิบัติที่มากขึ้น แต่เมื่อรวมผลการวิจัยอื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว มันดูเหมือนจะไม่มีหลักฐานมากเพียงพอ เราควรคำนึงว่าสาเหตุของปัญหาทางจิตใจของกลุ่มรักร่วมเพศนั้นอาจไม่ได้มาจากภายนอกก็เป็นได้
บทสรุป
เราสนใจสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของคนรักร่วมเพศ แต่กลุ่มผู้กดดันต่างๆ มักจะห้ามการอภิปรายในเรื่องนี้ พวกเขาเชื่อว่าทุกการอภิปรายที่เชื่อมโยงแนวโน้มทางเพศของผู้ที่รักร่วมเพศกับสุขภาพจิตนั้นเป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้คนเหล่านี้ ดังนั้นจึงสามารถสรุปสาเหตุทั้งหมดได้ว่ามาจากภายนอก
แต่สิ่งนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาและความลำบากที่ผู้ที่รักร่วมเพศเผชิญได้จริงหรือ สิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างแท้จริงคืออะไรกัน สิ่งที่สามารถยืนยันได้แน่ชัดคือ เฉพาะในสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างและเป็นอิสระเท่านั้นที่นักวิจัยจะสามารถหาคำตอบปัญหานี้ได้
อ้างอิง:
1. บทความนี้ขยายความจาก [สุขภาพจิตของบุคคล LGBT ดีขึ้นหรือไม่] https://shorturl.at/JMlqL
เชิงอรรถ:
1. Sandfort TGM, de Graaf R, Bijl RV, Schnabel P. Same-Sex Sexual Behavior and Psychiatric Disorders: Findings From the Netherlands Mental Health Survey and Incidence Study (NEMESIS). Arch Gen Psychiatry. 2001;58(1):85–91. doi:10.1001/archpsyc.58.1.85. https://jamanetwork.com/journals/jamapsychiatry/fullarticle/481699
2. Meyer IH, Russell ST, Hammack PL, Frost DM, Wilson BDM. Minority stress, distress, and suicide attempts in three cohorts of sexual minority adults: A U.S. probability sample. PLoS One. 2021 Mar 3;16(3):e0246827. doi: 10.1371/journal.pone.0246827. PMID: 33657122; PMCID: PMC7928455.
https://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.0246827
3. 如Rosenberg Morris. 1965. Society and the Adolescent Self-Image. Princeton, NJ: Princeton University Press.
4. 如English Tammy, Chen Serena. 2011. “Self-Concept Consistency and Culture: The Differential Impact of Two Forms of Consistency.” Personality and Social Psychology Bulletin 37(6):838–49.
5. Campbell, A., Perales, F., Hughes, T. L., Everett, B. G., & Baxter, J. (2022). Sexual Fluidity and Psychological Distress: What Happens When Young Women’s Sexual Identities Change? Journal of Health and Social Behavior, 63(4), 577-593. https://doi.org/10.1177/00221465221086335
6. Everett B. Sexual orientation identity change and depressive symptoms: a longitudinal analysis. J Health Soc Behav. 2015 Mar;56(1):37-58. doi: 10.1177/0022146514568349. Epub 2015 Feb 17. PMID: 25690912; PMCID: PMC4442487. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/25690912/

